บทที่ 1 ตาถั่ว

ภายในอาคารจอดรถของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ไออุ่น ปัณณวิชญ์ เดินตรงไปยังรถสปอร์ตคันหรู ซึ่งเมื่อเช้าเขาขับมันออกมาจากบ้าน หากทว่าเมื่อสามสิบนาทีก่อน หลังจากขึ้นไปยังห้องทำงานแล้ว เขากลับพบว่าตัวเองลืมหยิบของสำคัญลงไปจากรถ จึงจำเป็นต้องเดินวกกลับมาที่รถอีกครั้ง

ด้วยอุปนิสัยเป็นคนช่างสังเกต รอบคอบ ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ สายตาเหลือบไปมองรถสปอร์ตยี่ห้อเดียวกันแต่คนละรุ่น จำได้ว่ารถรุ่นใหม่ล่าสุดนี้เป็นของน้องสาว นั่นหมายความว่าปัณณรินทร์น้องสาวฝาแฝดของเขามาทำงานแล้ว

คลิก!

ด้วยระบบอัตโนมัติ เพียงแค่เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้ในรัศมีควบคุม ระบบเซ็นเซอร์ของกุญแจรีโมทก็ทำงานในทันที โดยไม่จำเป็นต้องหยิบกุญแจหรือหยิบรีโมทออกมากดให้เมื่อยมือ ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง ระบบปลดล็อคอัตโนมัติจากรถคันที่จอดอยู่ด้านข้าง พลันทำงานขึ้นมาพร้อมกัน ปัณณวิชญ์เพียงแค่เหลือบสายตามองไปยังรถคันข้าง ๆ เพราะคิดว่าบางทีน้องสาวอาจจะลืมของเหมือนกัน มือดึงบานประตูให้เปิดออก หากแต่ยังไม่ทันที่เขาจะทันได้เปิดเข้าไปค้นหาสิ่งของที่ตัวเองลืมไว้กลับมีใครบางคนวิ่งเข้ามากระชากแขน ออกแรงลากเขา ออกมายืนชี้หน้าด่ากราดจนเขาตั้งตัวไม่ทัน

“หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้หัวขโมย แกคิดจะทำอะไร”

“ห๊ะ!”

หญิงสาวตาโตแก้มป่อง ตัวเล็กกะทัดรัดรีบขยับไปใช้สะโพกกระแทกประตูรถของเขาให้ปิดลง แขนสั้นกางออกทำท่าขัดขวาง เหมือนไม่ต้องการให้เขาเข้าไปใกล้รถของตัวเอง 

“หน่อยแน่ะ คิดจะมาขโมยของเหรอ รปภ. มาตรงนี้หน่อย ตรงนี้มีขโมย” 

“ห๊ะ! เธอเป็นบ้าอะไร?”  

“ลงทุนเหมือนกันนะเนี่ย คิดจะมาขโมยรถหรู ถึงขนาดไปเช่าสูทมาซะอย่างดี คิดว่าจะตีเนียนปลอมตัวเป็นหนุ่มออฟฟิศล่ะสิ แต่คนอย่างสายป่านไม่หลงกลโจรกระจอกอย่างพวกแกง่าย ๆ หรอก ไหนเอามาดูซิ เมื่อกี้จะขโมยอะไร”

ปัณณวิชญ์ยังไม่ทันอ้าปากพูดอธิบายแก้ไขความเข้าใจผิด ผู้หญิงแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตขาวกระโปรงสั้นสีดำกับแขวนป้ายพนักงานห้อยคอสีเขียว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ภายนอก บอกให้เขารู้ว่ายัยผู้หญิงตาถั่วนี่คือพนักงานใหม่ยังไม่ผ่านทดลองงาน มือบางพุ่งเข้ามาลูบสะเปะสะปะไปตามเสื้อผ้า กระเป๋ากางเกงของเขา ราวกับต้องการจะค้นตัว

“นี่เธอจะบ้าหรือไง ฉันไม่ใช่ขโมย”

“จะไม่ใช่ขโมยได้ยังไง นี่มันรถของคุณเอิงเอย”

“รถเอิงเอย?” ปัณณวิชญ์ตาเหลือกเพราะความงง หันไปมองรถยนต์พร้อมป้ายทะเบียนรถของตนเอง ก่อนจะหันไปมองทะเบียนรถน้องสาวซึ่งเป็นเลขตัวเดียวเหมือนกัน ต่างกันที่ตัวอักษรข้างหน้าเท่านั้น

“แล้วนี่เธอเป็นใคร”

“ตาถั่วจริง ๆ เลย มีตาหามีแววไม่ ไม่รู้จัก สายป่าน สุชาดา เลขาฯ ใหม่ของคุณเอิงเอยหรือไง นี่เห็นไหมป้ายชื่อแขวนอยู่ตัวเบ้อเร่อ” พนักงานใหม่ภูมิใจยกป้ายพนักงานขึ้นมาอวด

“เลขาฯ คนใหม่?”

ปัณณวิชญ์นึกทวนไปถึงหนังสือแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งพนักงานประจำสองชุดที่ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขาเมื่อหลายวันก่อน หนึ่งคือการเลื่อนตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดคนเดิมขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการตลาด สองคือโยกย้ายนายเวธัส จากตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของปัณณรินทร์ ขึ้นมารับตำแหน่งทดลองงานผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ นั่นจึงทำให้ปัณณรินทร์ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริษัทขาดเลขาฯ ส่วนตัวลงกะทันหัน

“ใช่ ตาทึ่มนี่ เขารู้กันทั้งบริษัทนั่นแหละว่าสายป่านเป็นเลขาฯ ของคุณเอิงเอย นี่บอกมาเดี๋ยวนี้นะ นายปลอมตัวมาเป็นพนักงาน แล้วคิดจะมาขโมยรถของคุณเอิงเอยใช่หรือเปล่า”

“ยัยบ๊องเอ๊ย เธอเป็นเลขาฯ ของเอิงเอย แล้วไม่รู้จักฉันเนี่ยนะ เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าฉันเป็นอะไรกับเอิงเอย”

“หือ เป็นอะไร...นี่ไอ้โจรห้าร้อย อย่ามาทำตีเนียนนะ คุณเอิงเอยเขามีแฟนแล้ว ชื่อคุณเวธัส หล่อกว่าแกตั้งเยอะ”

“อะไรนะ เวธัสเนี่ยนะ หล่อกว่าฉัน”

ถูกพนักงานใหม่กล่าวหาว่าเป็นโจรห้าร้อยยังไม่พอ เจ็บใจยิ่งกว่าคือการถูกพูดใส่ต่อหน้าว่าหล่อน้อยกว่าว่าที่น้องเขย

“ใช่ พนักงานในบริษัททุกคน เขาลงความเห็นกันแล้วว่า คุณเวธัสหล่อที่สุด”

“ดี งั้นโบนัสปีนี้ฉันจะปรับลดลง จากที่เคยได้หกเดือนเหลือแค่สอง” นิ้วมือชูจำนวนโบนัสพิเศษปลายปียื่นมาข้างหน้า จนนิ้วยาวนั้นแทบจะทิ่มตาเลขาฯ ใหม่

“ห๊ะ! อย่ามาทำอวดดีนะไอ้โจรกระจอก ไม่ต้องมาทำวางอำนาจบาตรใหญ่ ไหนดูซิในกระเป๋าตังค์มีอะไร นายชื่ออะไรเนี่ย” สาวน้อยที่ค้นตัวจนล้วงกระเป๋าของเขาไปเมื่อครู่เปิดกระเป๋าหรูแบรนด์ระดับโลกค้นจนมันเหมือนกระเป๋าตลาดนัด

“นี่ยัยเตี้ย! อย่ามารื้อค้นกระเป๋าของคนอื่นโดยพลการนะ”

“ไอ้โจรใจหยาบ ช่างสามหาวยิ่งนัก แกมีสิทธิ์อะไรมาว่าสายป่านเตี้ย” นิ้วชี้งอชี้หน้า ลีลาเหมือนพวกลิเกงานวัดจนปัณณวิชญ์ถึงกับต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ อยากรู้นักว่าใครเป็นคนสัมภาษณ์รับยัยคนประหลาดนี่เข้ามาทำงานในบริษัทของเขา

“สูงกว่าหลังคารถนิดเดียวเนี่ยนะไม่เตี้ย” มือยื่นออกไปวัดระดับส่วนสูงอย่างคร่าว ๆ

“เขาเรียกผู้หญิงตัวเล็กต่างหาก”

“ยัยแคระ” 

“อย่ามาบู้บี้ความสูงฉันนะ” เท้าเล็กสะบัดออกไปเตะหน้าแข้งคนที่สูงจนเธอต้องแหงนคอคุย

“เธอยังกล่าวหาว่าฉันเป็นโจรได้เลย แล้วทำไมฉันจะเรียกเธอว่ายัยแคระไม่ได้”

“รอเดี๋ยวเถอะ ฉันจะเช็คประวัติอาชญากรรม ดูสินายเคยมีคดีอะไรติดตัวบ้าง” เมื่อยปากจากการโต้เถียง สายป่านหยิบบัตรประชาชนใหม่เอี่ยมออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วก้มลงอ่านชื่อนั้นทวนถึงสามครั้ง

“ปัณณวิชญ์... ปัณณวิชญ์... ปัณณวิชญ์...”

กล้ามเนื้อกระบอกตาขยับหดเข้าหากัน รูม่านตาขยายใหญ่ ปากอ้าค้างเอาไว้ จากนั้นกะพริบตาปริบ ๆ คอขยับยกองศาแหงนขึ้นไปสบตาคนที่ยืนเท้าเอวอยู่เบื้องหน้า

“ทำไมชื่อนายเหมือนท่านประธานเลย นี่ถึงขนาดปลอมแม้แต่เอกสารทางราชการเชียวเหรอ รู้หรือเปล่าว่านายติดคุกหัวโตได้เลยนะ”

“โอ๊ยยัยบ้านี่! เป็นเลขาฯ ของเอิงเอยใช่ไหม ฉันไล่เธอออกวันนี้เลย!”

“หื้อออ นั่นไง นายเป็นคุณปัณณวิชญ์ตัวปลอมจริงด้วย”

“ฉันเนี่ยนะตัวปลอม”

“ใช่ เพราะถ้าเป็นคุณปัณณวิชญ์ตัวจริง ต้องรู้ว่ากฎหมายแรงงานคุ้มครองพนักงานตัวเล็ก ๆ อย่างฉัน นายจะมาไล่สุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ไม่ได้ บอกมานะไอ้โย่ง แกเป็นใคร”

ป่วยการที่ปัณณวิชญ์จะต่อปากต่อคำกับยัยเลขาฯ เฉิ่มเบ๊อะ จึงตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหา น้องสาวฝาแฝดตัวเองทันที

“เอิงเอย เลขาฯ ใหม่ของเอิงเอยชื่อสายป่านใช่ไหม” 

( ใช่ มีอะไรเหรอ)

“เอิงเอยให้เขามาทำอะไรที่รถอุ่น” เพื่อความมั่นใจ ปัณณวิชญ์จึงถามเหตุผลต้นสายปลายเหตุให้ชัวร์เสียก่อน

(รถไออุ่น? เปล่านะ เอิงให้เขาไปเอาของที่รถ แล้วเขาไปทำอะไรที่รถของไออุ่นล่ะ)

“นี่ยัยบ๊อง คุยกับเจ้านายของเธอสิ” ปัณณวิชญ์ยื่นโทรศัพท์มือถือส่วนตัวให้พนักงานใหม่

“คุณเอิงเอยคะ มีขโมยมันจะงัดรถคุณเอิงเอยค่ะ” เลขาฯ ใหม่ฟ้องเจ้านายซึ่งหน้า

(ขโมยอะไร ขโมยที่ไหน)

“ขโมยตัวสูง ๆ ยาว ๆ ใส่สูทผูกไท หล่อ แต่น้อยกว่าคุณเวธัสนิดหนึ่งค่ะ หนูค้นตัวเขาแล้วนะคะ เขามีบัตรประชาชนชื่อเดียวกับท่านประธานเป๊ะเลย เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพมันเก่งนะคะคุณเอิงเอย”

คำว่าหล่อน้อยกว่า เจ็บจี๊ดเข้าไปถึงในใจ ตาเขียวมองไปยังคนที่กล่าวหาว่าเขาไม่หล่อ อยากจะยกมะเหงกขึ้นมาเขกหน้าผากแคบนั้นเสียให้โน ติดตรงเขาไม่เคยทำร้ายผู้หญิงนี่สิ แล้วถ้าเขกหัวอย่างนั้น สมองที่มันเหมือนจะบ๊อง ๆ ของยัยคนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปมากกว่าเดิมหรือเปล่า เพราะเท่าที่ยืนคุยกันมา เขาไม่เห็นความปกติของแม่นี่เลย

(นั่นมันพี่ชายฉัน!)

“ห๊ะ!”

ดวงตากลมโตเหลือกค้างมองกลับไปยังเจ้าของหน้าตึง ที่ยืนถลึงตาใส่ ปัณณวิชญ์คว้าโทรศัพท์ไปพูดกรอกเสียงลงไปอีกสองสามประโยคแล้วกดวางสาย

“เธอบอกว่าฉันมาขโมยของในรถของเอิงเอย ไหนกุญแจรถของเธออยู่ไหน เอาออกมาสิ” คนถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมยกระดิกนิ้วขอรีโมทคอนโทรล

“นี่ไงคะ กุญแจรถคุณเอิงเอยให้หนูมาเอาเอกสาร”

“ปลดล็อคสิ”

“นี่ไง...หือ”  

ทันทีเมื่อปลายนิ้วกดลงไปยังปุ่มบังคับ เสียงดังคลิก ดังขึ้นมาใกล้ ๆ ตาโตมองไปยังรถสปอร์ตอีกคัน ซึ่งจอดอยู่ด้านข้างติดกัน เป็นรถที่สุชาดาไปลากคอหัวขโมยออกมาในตอนแรก

“ว่ายังไง”

“เอ่อ...เอ่อ แหะ แหะ แหะ” ยิ้มเก้อ หัวเราะกลบเกลื่อน หน้าเจื่อนแต่ยังฝืนยิ้ม

“ที่นี้ ฉันไล่เธอออกได้หรือยัง”

“ไม่ได้ค่ะ คุณปัณณวิชญ์จะไล่หนูออกได้ยังไง โน๊ โน นะคะ”

“กล่าวหาว่าฉันเป็นขโมย ทำร้ายร่างกาย ชิงทรัพย์ หมิ่นประมาท หลายข้อหาขนาดนี้ทำไมฉันยังไม่มีสิทธิ์ไล่เธอออก”

“เพราะว่าข้อแรก หนูกล่าวหาคุณเป็นขโมยเพราะเจตนาดี หนูกำลังปกป้องทรัพย์สินของคุณเอิงเอยด้วยชีวิตเลยนะคะ คุณคิดดูสิว่าถ้าเกิดเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเรื่องจริงขึ้นมา ชีวิตน้อย ๆ ของหนูจะต้องตกอยู่ในอันตรายเพียงเพื่อต้องการเป็นพลเมืองดี ข้อสองหนูไม่ได้ชิงทรัพย์ แค่เอามาตรวจสอบให้แน่ชัดว่าคุณมีตัวตนจริง ๆ หรือเปล่า คุณก็รู้นี่คะเดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะจะตายไป ข้อสามทำร้ายร่างกาย คุณพูดแบบนี้ไม่ถูก คุณดูสารรูปหนูสิ ตัวเท่าหนูตุ่นแบบนี้หนูจะไปทำอะไรใครได้ ขนาดวิ่งหนีหมา หนูยังแพ้เลย ส่วนข้อสุดท้ายหมิ่นประมาท หนูไปหมิ่นอะไรคุณ…”

“เธอว่าฉันไม่หล่อ”

“หนูเปล่าสักหน่อย แค่บอกว่าหล่อน้อยกว่าคุณเวธัส”

“แต่ฉันเป็นเจ้าของบริษัท ฉันต้องหล่อที่สุด”

ปัณณวิชญ์รีบดึงบัตรประชาชนของตัวเองสอดใส่กลับลงไปยังช่องเดิม จากนั้นพับเก็บแล้วสอดใส่ลงไปยังกระเป๋ากางเกงด้านหลัง

บทถัดไป